แกงไตปลาน้ำข้น
ชีวิตของคนภาคใต้เกี่ยวข้องกับท้องทะเล อาหารการกินส่วนใหญ่มาจากทะเล ซึงถ้ามีมากเกินรับประทานก็จะนำอาหารที่ได้จากทะเลนั้นมาทำการถนอมอาหาร ไตปลา หรือพุงปลาได้จากการนำพุงปลาทูมารีดเอาไส้ในออก ล้างพุงปลาให้สะอาดแล้วใส่เกลือหมักไว้ประมาณ 1 เดือนขึ้นไป หลังจากนั้นจึงจะนำมาปรุงอาหารได้
แกงไตปลามีรสจัด จึงต้องรับประทานร่วมกับผักหลาย ๆ ชนิดควบคู่กันไปด้วย เพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนลง ซึ่งคนภาคใต้เรียกว่า ผักเหนาะ ผักเหนาะของภาคใต้มีหลายอย่าง เช่น สะตอ ลูกเนียง ยอดมะม่วงหิมพานต์ ผักบางอย่างก็เป็นผักชนิดเดียวกับภาคกลาง เช่น ถั่วพู ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ แตงกวา หน่อไม้
เครื่องปรุง
ปลาสำลี1 ตัว (400 กรัม)
ไตปลา4 ช้อนโต๊ะ (60 กรัม)
ใบมะกรูด3 ใบ (7 กรัม)
ขมิ้นหั่น1 ช้อนชา (8 กรัม)
ข่าหั่น7 แว่น (50 กรัม)
หอมแดง2 หัว (20 กรัม)
กระเทียม1 หัว (10 กรัม)
ตะไคร้หั่นละเอียด3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)
พริกขี้หนูสด30 เม็ด (30กรัม)
พริกไทยเม็ด1 ช้อนชา (8 กรัม)
กะปิ½ ช้อนโต๊ะ (8 กรัม)
วิธีทำ
1. โขลกเครื่องเทศทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด
2. ล้างปลาสำลี ควักไส้ออก ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำไปย่างให้สุกแกะเอาแต่เนื้อ
3. ใส่น้ำ 2 ถ้วย ลงในหม้อ ตั้งในพอน้ำเดือดใส่ไตปลา ปล่อยให้เดือดสักครู่ยกลง กรองเอาแต่น้ำแล้วนำขึ้นตั้งไปใหม่
4. ใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้พอหอม ใส่เนื้อปลาที่ย่างไว้ สักครู่ใส่ใบมะกรูดฉีด ยกลง เสริ์ฟพร้อม
ผักเหนาะ
ผักเหนาะ ประกอบด้วยสะตอ ลูกเนียง ยอดชะอม ถั่วฝักยาว ยอดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วพู แตงกวา หน่อไม้
1. ใบมะกรูด รสปร่ากลิ่นหอมติดร้อน ใช้ปรุงอาหารช่วยดับกลิ่นคาว แก้โรคลักปิดลักเปิด ขับลมในลำไส้ ขับระดู แก้ลมจุกเสียด
2. ขมิ้นชัน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร เจริญอาหาร ขับลม รักษาโรคผิวหนัง
3. ข่า รสเผ็ดปร่าและร้อน ช่วยขับลม ขับพิษร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้
4. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
5. กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคทางผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
6. ตะไคร้ แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหารและขับเหงื่อ
7. พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อยอาหาร
8. พริกไทยเม็ด รสเผ็ดร้อน ขับลม ขับเหงื่อ ช่วยเจริญอาหาร
แกงไตปลามีรสเผ็ด อาหารที่มีรสเผ็ดจะมีคุณสมบัติช่วยให้เจริญอาหาร แกงไตปลาใช้พริกขี้หนูจำนวนมากใส่เป็นเครื่องแกง ซึ่งพริกขี้หนูมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้คลื่นไส้อาเจียน แก้โรคบิด เม็ดพริกมีสารที่สามารถทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนดีขึ้น แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ท่านที่เป็นโรคเกี่ยวกับตาหรือผู้ป่วยอาการเจ็บคอ คอแห้ง ไอ ไม่ควรรับประทานพริกขี้หนูจำนวนมากหรือรับประทานจำนวนน้อย
คุณค่าทางโภชนาการ
แกงไตปลาน้ำข้น 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 759 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
- น้ำ 453.4 กรัม
- โปรตีน 86.5 กรัม
- ไขมัน 8.3 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 83.6 กรัม
- กาก 5.4 กรัม
- แคลเซียม 448.9 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส 302.8 มิลลิกรัม
- เหล็ก 18.8 มิลลิกรัม
- เรตินอล 0.88 ไมโครกรัม
- เบต้า-แคโรทีน 24 ไมโครกรัม
- วิตามินเอ 2545.2 IU
- วิตามินบีหนึ่ง 55.46 มิลลิกรัม
- วิตามินบีสอง 0.51 มิลลิกรัม
- ไนอาซิน 4.10 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 29.93 มิลลิกรัม
20 สิงหาคม, 2552
24 กรกฎาคม, 2552
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ระบบแฟ้มข้อมูลในคอมพิวเตอร์
การจัดเก็บข้อมูลทุกอย่างในคอมพิวเตอร์ทุกอย่างอยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูล หรือไฟล์ข้อมูล ต่างจากไฟล์ในโครงสร้างข้อมูลทั่วไป ดังที่กล่าวมาแล้วไฟล์และโฟนเดอร์เปรียบไฟล์หรือกับสิ่งของที่เก็บไว้ในลิ้นชักทางคอมพิวเตอร์เรียกว่า โฟนเดอร์แต่ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูล หรือโฟนเดอร์อันเป็นที่เก็บข้อมูล คอมพิวเตอร์รู้จักในนามของแฟ้มข้อมูลเหมือนกัน หรือมีลักษณะเป็นไฟล์หนึ่ง แต่ไฟล์แบบโฟนเดอร์สามารถที่จะเก็บ ไฟล์ธรรมดา และไฟล์แบบโฟนเดอร์ได้ คือ ในโฟนเดอร์สามารถเก็บได้ทั้งไฟล์ และโฟนเดอร์
โครงสร้างข้อมูลที่ใช้ในคอมพิวเตอร์
หลักที่ใช้ในการทำงานของคอมพิวเตอร์ ในการออกแบบวงจรและการสร้างอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องคือระบบเลขฐานสองที่มีแต่เลข 0 และ 1 นำมาใช้เป็นหลักในอิเลคทรอนิกส์ดิจิทัลในเครืองคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มมีคอมพิวเตอร์ครั้งแรก และได้มีการพัฒนานำไปใช้ด้านอื่นๆ มากมายดังที่มีเครื่องมือเครื่องใช้แบบดิจิทัลมากมาย และจำนวนมากได้ใช้ตัวประมวลผลแบบไมโคร หรือไมโครโปรเซสเซอร์ไปใช้ นั่นแสดงว่ามีการนำเอาหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ไปใช้ในเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ มากมายการทำงานตามหลักการของเลขฐานสองนั้น แทนข้อมูลทุกอย่างด้วยเลขฐานสอง หน่วยเล็กย่อยที่สุดของข้อมูลก็คือ บิต (bit) ได้แก่เลข 0 หรือ 1 อันเป็นหลักหนึ่งของเลขฐานสอง มีการกำหนดให้เป็นมาตรฐานในการแทนข้อมูลโดยกำหนดให้ นำจำนวนบิตมาเรียงกันแบบต่างๆ แล้วแทนตัวอักขระ หรือตัวอักษรได้ 1 ตัวเรียกว่า ไบต์ (byte) และใช้ ไบต์ เป็นหน่วยที่ใช้วัดหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ ได้ โดยที่1000 ไบต์ (b) = 1 กิโลไบต์ (Kb) 1000 กิโลไบต์ = 1 จิกกะไบต์ (Gb) 1000 จิกกะไบต์ = 1 เทอร์ราไบต์ (Tb)เมื่อคิดให้ความจำที่เครื่องอ้างอิงได้ 1 ไบต์ เทียบได้กับ 1 ตัวอักษรแล้ว เทียบกับหน่วยความจำหลัก หรือหน่วยความจำแรมที่จำเป็นต้องมีในการทำงานของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เริ่มเปิดสวิตช์ใช้เครื่อง ซึงเป็นสเป็กอย่างหนึ่งของคอมพิวเตอร์ที่ผู้ขายจะต้องบอก โดยทั่วไปขณะนี้หน่วยความจำแรมที่ให้มากับเครื่องคอมพิวเตอร์ประมาณ 1 Gb หรือใช้ในการทำงานประมาณ 1000 ล้านตัวอักษร นอกจากนี้ยังมีหน่วยความจำอีกชนิดหนึ่งที่ใช้คู่ขนานกับหน่วยความจำภายในคือหน่วยความจำภายนอกหรือ หน่วยความจำสำรอง ในรูปของ ฮาร์ดดิสค์ ซีดีรอม แฮนดิ๊ไดร์ฟที่สามารถพกติดตัวเคลื่อนย้ายได้สะดวก เมื่อจะใช้งานก็เสียบผ่านทางช่องเสียบที่เรียกว่า พอร์ต ยูเอ็สบี (USB)ในการประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์นั้นข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าอักขระใด ตัวเลข ตัวอักษร เครื่องหมายพิเศษต่างๆ มาจัดร่วมกลุ่มกัน เป็นโครงสร้างดังนี้นำตัวอักขระมาเรียกกันมีความหมายอย่างหนี่งอย่างใด แทนช่องข้อมูลรายการหนึ่ง เรียกว่าช่องข้อมูลหรือฟิลด์ข้อมูล (field) หลายๆ ฟิลด์ข้อมูลรวมกันเรียกว่าระเบียนข้อมูล (record) ระเบียนข้อมูลสามารถมีฟิลด์ข้อมูลได้ตั้งแต่ 1 ฟิลด์ขึ้นไป เช่นเร็คคอร์ดของนักศึกษา อาจมีช่องข้อมูล ชื่อ เลขที่ ที่อยู่ อายุ ชั้นปี เป็นต้น และหลายๆ เรคคอร์ดมารวมกัน จะเรียกว่าแฟ้มข้อมูล (file) และหลายๆ ไฟล์มารวมกันจะเรียกว่า ฐานข้อมูล ถ้ามีหลายฐานข้อมูลมารวมกันก็จะเป็น ระบบฐานข้อมูลเป็นต้น
การจัดเก็บข้อมูลทุกอย่างในคอมพิวเตอร์ทุกอย่างอยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูล หรือไฟล์ข้อมูล ต่างจากไฟล์ในโครงสร้างข้อมูลทั่วไป ดังที่กล่าวมาแล้วไฟล์และโฟนเดอร์เปรียบไฟล์หรือกับสิ่งของที่เก็บไว้ในลิ้นชักทางคอมพิวเตอร์เรียกว่า โฟนเดอร์แต่ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูล หรือโฟนเดอร์อันเป็นที่เก็บข้อมูล คอมพิวเตอร์รู้จักในนามของแฟ้มข้อมูลเหมือนกัน หรือมีลักษณะเป็นไฟล์หนึ่ง แต่ไฟล์แบบโฟนเดอร์สามารถที่จะเก็บ ไฟล์ธรรมดา และไฟล์แบบโฟนเดอร์ได้ คือ ในโฟนเดอร์สามารถเก็บได้ทั้งไฟล์ และโฟนเดอร์
โครงสร้างข้อมูลที่ใช้ในคอมพิวเตอร์
หลักที่ใช้ในการทำงานของคอมพิวเตอร์ ในการออกแบบวงจรและการสร้างอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องคือระบบเลขฐานสองที่มีแต่เลข 0 และ 1 นำมาใช้เป็นหลักในอิเลคทรอนิกส์ดิจิทัลในเครืองคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มมีคอมพิวเตอร์ครั้งแรก และได้มีการพัฒนานำไปใช้ด้านอื่นๆ มากมายดังที่มีเครื่องมือเครื่องใช้แบบดิจิทัลมากมาย และจำนวนมากได้ใช้ตัวประมวลผลแบบไมโคร หรือไมโครโปรเซสเซอร์ไปใช้ นั่นแสดงว่ามีการนำเอาหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ไปใช้ในเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ มากมายการทำงานตามหลักการของเลขฐานสองนั้น แทนข้อมูลทุกอย่างด้วยเลขฐานสอง หน่วยเล็กย่อยที่สุดของข้อมูลก็คือ บิต (bit) ได้แก่เลข 0 หรือ 1 อันเป็นหลักหนึ่งของเลขฐานสอง มีการกำหนดให้เป็นมาตรฐานในการแทนข้อมูลโดยกำหนดให้ นำจำนวนบิตมาเรียงกันแบบต่างๆ แล้วแทนตัวอักขระ หรือตัวอักษรได้ 1 ตัวเรียกว่า ไบต์ (byte) และใช้ ไบต์ เป็นหน่วยที่ใช้วัดหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ ได้ โดยที่1000 ไบต์ (b) = 1 กิโลไบต์ (Kb) 1000 กิโลไบต์ = 1 จิกกะไบต์ (Gb) 1000 จิกกะไบต์ = 1 เทอร์ราไบต์ (Tb)เมื่อคิดให้ความจำที่เครื่องอ้างอิงได้ 1 ไบต์ เทียบได้กับ 1 ตัวอักษรแล้ว เทียบกับหน่วยความจำหลัก หรือหน่วยความจำแรมที่จำเป็นต้องมีในการทำงานของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เริ่มเปิดสวิตช์ใช้เครื่อง ซึงเป็นสเป็กอย่างหนึ่งของคอมพิวเตอร์ที่ผู้ขายจะต้องบอก โดยทั่วไปขณะนี้หน่วยความจำแรมที่ให้มากับเครื่องคอมพิวเตอร์ประมาณ 1 Gb หรือใช้ในการทำงานประมาณ 1000 ล้านตัวอักษร นอกจากนี้ยังมีหน่วยความจำอีกชนิดหนึ่งที่ใช้คู่ขนานกับหน่วยความจำภายในคือหน่วยความจำภายนอกหรือ หน่วยความจำสำรอง ในรูปของ ฮาร์ดดิสค์ ซีดีรอม แฮนดิ๊ไดร์ฟที่สามารถพกติดตัวเคลื่อนย้ายได้สะดวก เมื่อจะใช้งานก็เสียบผ่านทางช่องเสียบที่เรียกว่า พอร์ต ยูเอ็สบี (USB)ในการประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์นั้นข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าอักขระใด ตัวเลข ตัวอักษร เครื่องหมายพิเศษต่างๆ มาจัดร่วมกลุ่มกัน เป็นโครงสร้างดังนี้นำตัวอักขระมาเรียกกันมีความหมายอย่างหนี่งอย่างใด แทนช่องข้อมูลรายการหนึ่ง เรียกว่าช่องข้อมูลหรือฟิลด์ข้อมูล (field) หลายๆ ฟิลด์ข้อมูลรวมกันเรียกว่าระเบียนข้อมูล (record) ระเบียนข้อมูลสามารถมีฟิลด์ข้อมูลได้ตั้งแต่ 1 ฟิลด์ขึ้นไป เช่นเร็คคอร์ดของนักศึกษา อาจมีช่องข้อมูล ชื่อ เลขที่ ที่อยู่ อายุ ชั้นปี เป็นต้น และหลายๆ เรคคอร์ดมารวมกัน จะเรียกว่าแฟ้มข้อมูล (file) และหลายๆ ไฟล์มารวมกันจะเรียกว่า ฐานข้อมูล ถ้ามีหลายฐานข้อมูลมารวมกันก็จะเป็น ระบบฐานข้อมูลเป็นต้น
23 กรกฎาคม, 2552
ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
เราได้ประโยชน์อะไรจากการเรียนคอมพิวเตอร์
1. ทันสมัย / ทันเหตุการณ์ / ทันข้อมูลข่าวสาร / ทันโลก ช่วยให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก
2. ช่วยให้การเรียน การทำงาน ทันสมัยและไรับความสะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น ได้เรียนรู้จากสื่อที่ทันสมัยที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า โปรแกรม CAI
3. เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยม ช่วยในการค้นคว้าหาความรู้เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
4. ช่วยรับ - ส่งข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว
5. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น เกม ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง ร้องเพลง
6. ช่วยสร้างงานศิลปะ ออกแบบชิ้นงานได้อย่างสร้างสรรค์ สวยงาม
ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. ประโยชน์ทางตรง
ช่วยให้มนุษย์ทำงานได้โดยตรงคือคอมพิวเตอร์ทำงานได้เที่ยงตรง รวดเร็ว ไม่เหน็ดเหนื่อย ช่วยผ่อนแรงมนุษย์ ในด้านต่าง ๆเช่น ด้านการคำนวณ พิมพ์งาน บันทึกข้อมูล ประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในแวดวงใน หากนำคอมพิวเตอร์เข้าช่วยงาน จะช่วยแบ่งเบาภาระงานได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ
2. ประโยชน์ทางอ้อม
คอมพิวเตอร์ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ช่วยในการเรียนรู้ให้ความปันเทิงความรู้ ช่วยงานบันเทิงพัฒนางานด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอันส่งผลให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์
22 กรกฎาคม, 2552
แนะนำเจ้าของโอมเพจ
สวัสดีค่ะ
ดิฉันขอแนะนำตัวก่อนเลยนะค่ะ ชื่นธิวา อุปการ เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ระดับ ปริญญาโท โปรแกรมวิชาสาขาสหวิทยาการพัฒนาท้องถิ่น ภาคพิเศษ ศูนย์ นครศรีธรรมราช ปัจจุบันรับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่องค์การบริหารส่วนตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร.(077)480700 ต่อ 103
ดิฉันขอแนะนำตัวก่อนเลยนะค่ะ ชื่นธิวา อุปการ เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ระดับ ปริญญาโท โปรแกรมวิชาสาขาสหวิทยาการพัฒนาท้องถิ่น ภาคพิเศษ ศูนย์ นครศรีธรรมราช ปัจจุบันรับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่องค์การบริหารส่วนตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร.(077)480700 ต่อ 103
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)